Connect with us

เกร็ดความรู้

3 ข้อควรรู้ แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

3 ข้อควรรู้ แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าสำหรับคนทำธุรกิจว่าโอกาสเป็นสิ่งที่ไม่ได้ดีเข้ามาบ่อยๆ และโอกาสถ้าเราคว้าไว้ได้อย่างแน่นหนาก็จะนำพาให้เราไปสู่ความสำเร็จได้

แต่หลายครั้งที่โอกาสนั้นก้าวเท้าเข้ามาเรากลับไม่พร้อมที่คว้าโอกาสนั้น โดยมากแล้วธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ SME รวมไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่บางธุรกิจก็มักติดปัญหาเรื่องไม่มีเงินทุนมาขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการคว้าโอกาสนั้นไว้ได้

และประเด็นสำคัญจริงๆ ที่ผู้ประกอบการหลายๆคนไม่ทราบและมักถามหาข้อมูลทั้งจาก website ให้ความรู้ โดยเฉพาะที่ฮอตฮิตมากๆอย่างในพันทิพย์ก็คือ “การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน” เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ทำให้ผู้ประกอบการต้องหาข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจ

วันนี้เรามาสรุป 3 ประเด็นการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การคว้าโอกาสกันครับ

อันดับแรก เราต้องรู้ก่อนเว่าอสังหาฯของเรามีมูลค่าหรือราคาประเมินอยู่ที่เท่าไหร่ โดยตรวจสอบได้จาก web ของกรมธนารักษ์ได้ที่ http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/

ข้อต่อมาคือ การแปลงอสังหาฯเป็นเงินทุน การที่จะได้ได้เงินทุนจากอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน อาคาร) นั้นมีทางเลือกหลักๆ อยู่ 2 ทางคือ 1.การจำนอง 2.การขายฝาก โดยเราจะอธิบายง่ายๆ ให้ฟังดังนี้ครับ

การขายฝาก : เป็นการทำนิติกรรมการซื้อขายอสังหาฯรูปแบบหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที แต่ผู้ขายสามารถไถ่ถอนอสังหาฯกลับคืนมาเป็นของผู้ขายได้ในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ผู้ขาย : ได้รับเงินไปพลักดันธุรกิจ

ผู้ซื้อ : ได้ผลตอบแทนจากการขายฝากสูงสุด 15% ต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.25%
ต่อเดือน หรือแล้วแต่การตกลงตามสัญญา

การไถ่ถอน : สูงสุดไม่เกิน 10 ปี

ระยะเวลาดำเนินงาน : 1-2 วัน

การจำนอง : เป็นการทำนิติกรรมอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้แก่ผู้รับจำนอง โดยทรัพย์สินจะยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับจำนองโดยทันที หากผิดนัดชำระหนี้ต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดีให้ทางศาลยึดทรัพย์ก่อน

ผู้ขาย : ได้รับเงินไปพลักดันธุรกิจ

ผู้ซื้อ : ได้ผลตอบแทนจากการขายฝากสูงสุด 15% ต่อปี

การไถ่ถอน : ตามสัญญากู้ยืมเงิน

ระยะเวลาดำเนินงาน : ขั้นต่ำ 7 วันทำการ

โดยทั้งสองวิธีนั้นต้องทำสัญญาและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน จึงเป็นการทำนิติกรรมที่ถูกกฎหมาย

ถึงตรงนี้แล้วผู้ประกอบการอาจต้องมองเรื่องผลประโยชน์จากการทำนิติกรรมกับผู้ซื้อว่าแบบไหนได้ประโยชน์มากกว่านั้น หากมองในเรื่องความเร็วที่จะได้รับเงินทุน และวงเงินที่ดีกว่าแล้วนั้น “การขายฝาก” นั้นตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากกว่า เพราะ

  1. กู้ได้วงเงินดีคือ (40-70%) สูงกว่าการทำจำนอง (น้อยกว่า 30% และโดยปกติถ้าสินทรัพย์ ไม่สวยจริงก็จะหาคนรับทำยาก)
  2. อนุมัติไว เพราะเป็นการทำนิติกรรมของผู้ซื้อกับผู้ขาย นายทุนหรือผู้ซื้อตัดสินใจได้ทันที
  3. หมดกังวลเรื่องแบลคลิส เครดิต และ Statement เพราะดูกันที่สินทรัพย์เป็นหลัก
  4. ระยะเวลาการไถ่ถอนนานถึง 10 ปี ตามกฎหมายระบุ

ข้อสุดท้าย ต้องเลือกขายฝากกับนายทุน/ผู้ซื้อที่เชื่อถือได้ หากต้องการหานายทุนใจดีและมีทีมงานให้คำปรึกษาก่อนทำสัญญาก็ลองติดต่อไปที่ ที่ดิน88 ได้ เพราะเป็นแหล่งทุนที่ให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจ เป็นธรรมและเป็นมิตรสุดๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก PAGE ที่ดิน88 ด้วยนะครับ

Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Advertisement

Must See

More in เกร็ดความรู้